การใช้ยาและผลข้างเคียงของยายุติการตั้งครรภ์

ยาที่ใช้ยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทยโดยที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ มีทั้งหมด 5 เม็ด โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้

  1. Mifepristone เป็นยายุติการตั้งครรภ์ชนิดกินจำนวน 1 เม็ด แนะนำให้รับประทานหลังอาหาร โดยตัวยาอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องแบบปวดประจำเดือน มีเลือดออกทางช่องคลอด อ่อนเพลีย เวียนหัว ในผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ หนาวสั่น โดยผลข้างเคียงนี้ไม่ได้พบทุกคน ถ้ามีอาการจะเป็นอยู่ประมาณ 1 - 2 วัน แล้วหายไปเองเมื่อการแท้งเสร็จสิ้นแล้ว
  2. Mesoprostol หรือยายุติการตั้งครรภ์สำหรับอมใต้ลิ้นหรือ สอดทางช่องคลอด มีทั้งหมด 4 เม็ด จะใช้หลังจากยาทานตามข้อหนึ่ง โดยหลังทานยาตามข้อหนึ่งแล้วให้รออย่างน้อย 24 ชั่วโมงสำหรับผู้ป่วยที่อายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ หรือ รออย่างน้อย 48 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่อายุครรภ์ 10 - 12 สัปดาห์ ผลข้างเคียงที่พบได้คือมีไข้ และในบางรายอาจมีไข้สูงมาก ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่อายุครรภ์ 10 - 12 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ สามารถใช้พาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ ไข้สูงอาจจะทำให้ดูน่ากลัว น่าตกใจ บางคนอาจกลัวว่าจะเสียชีวิตเพราะไข้ขึ้นสูง แนะนำให้เช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเพื่อบรรเทาอาการไข้สูง หลังแท้งประมาณ 6 - 12 ชั่วโมงไข้มักจะหายไปเอง

อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่พบบ่อยร่วมกับไข้ขึ้นคือปวดท้องบีบ ๆ ปวดกระเพาะอาหาร ปวดอุจจาระหรือปัสสาวะ ท้องเสีย ไม่ควรใช้ยา Ponstan ซึ่งจะไปต้านฤทธิ์ของยาที่กำลังใช้อยู่ ควรใช้เพียงพาราเซตามอล ในผู้ป่วยบางรายอาจพบคันตามตัว คันมือ

นอกจากนั้นอาการแพ้ยาในบางคนอาจมีแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หน้าบวม ตาบวม กลุ่มอาการแพ้เหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอหรือรักษาเอง ผลข้างเคียงของยายุติการตั้งครรภ์ทั้งแบบกินและแบบอมใต้ลิ้นและ/หรือสอดทางช่องคลอดจะคงอยู่ในร่างกายไม่เกิน 1 - 2 วัน ถ้าอาการปรากฎนานกว่า 2 วัน ควรปรึกษาแพทย์

ส่วนคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อย ๆ อีกข้อคือ "สำหรับยา Mesoprostol ควรเลือกอมใต้ลิ้น หรือ สอดทางช่องคลอด และวิธีไหนได้ประสิทธิภาพมากกว่ากัน?"

จากข้อมูลทางการศึกษาทางแพทย์พบว่า ถ้าใช้วิธีอมยาใต้ลิ้นข้างละ 2 เม็ด (รวมเป็น 4 เม็ด) ยาจะออกฤทธิ์เร็วภายใน 15 นาที ทำให้มีไข้ ปวดบีบบริเวณท้องน้อย อาจมีท้องเสียร่วมด้วย ผลของยาจะอยู่นานประมาณ 3 ชั่วโมงและหลังจากนั้นฤทธิ์ของยาก็จะหมด อาจจะต้องอมเพิ่มทุก ๆ 3 ชั่วโมง ส่วนการใช้แบบสอดทางช่องคลอดทั้ง 4 เม็ดหลังรับประทานยาครบ 24 - 48 ชั่วโมงนั้น ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังผ่านไป 30 นาที ซึ่งช้ากว่าการอมใต้ลิ้น แต่ฤทธิ์ของยาในการทำให้มดลูกบีบตัวจะอยู่นานกว่าแบบอมใต้ลิ้น โดยจะออกฤทธิ์ยาวนานประมาณ 4 ชั่วโมง และอาจต้องเหน็บเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพโดยรวมของทั้งสองวิธีไม่ได้แตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ ในผู้ป่วยที่เลือกอมยาใต้ลิ้นสามารถลุกเดินได้ เข้าห้องน้ำได้ จิบน้ำได้เล็กน้อยในกรณีที่กระหายน้ำ (อาจพบอาการอาเจียนในผู้ป่วยบางราย) ส่วนผู้ป่วยที่เลือกสอดยาทางช่องคลอดจำเป็นต้องนอน และสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้หลังสอดยาทางช่องคลอดประมาณ 3 -4 ชั่วโมงที่ยาดูดซึมแล้ว โดยสรุปคือการใช้ยาในทั้งสองวิธีให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ป่วย

อาการที่บ่งบอกว่ากระบวนการแท้งน่าจะสิ้นสุดลงแล้วคือปวดท้องน้อยน้อยลง เลือดออกน้อยลง ถ้ามีอาการเลือดออกมากในช่วง 30 นาทีแรก (โดยปริมาณเลือดที่เสียใกล้เคียงกับถุงเลือดที่ให้ตามโรงพยาบาล) นั่นหมายความว่าผู้ป่วยกำลังเผชิญกับภาวะตกเลือด จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทันที โดยให้แจ้งแพทย์ที่ประจำโรงพยาบาลตามตรงว่าใช้ยายุติการตั้งครรภ์มา ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการตกเลือด เลือดจะออกน้อยลง แต่อาจจะยังพบเลือดออกกะปริบกะปรอยประมาณ 2 สัปดาห์

สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำหลังแท้งแล้ว 3 - 5 วันคือไปตรวจอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันว่าการแท้งสมบูรณ์แล้ว (จะไม่พบถุงการตั้งครรภ์) ส่วนการตรวจปัสสาวะอาจจะยังให้ผลบวกนานถึง 30 - 45 วัน โดยขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ ถ้าอายุครรภ์ 10 - 12 สัปดาห์ ผลปัสสาวะอาจเป็นบวกได้นานถึง 45 วัน และหลังจากตรวจอัลตราซาวด์ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการคุมกำเนิดทันที

ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องกฎหมายการรักษาทางไกล (Telemedicine) เนื่องจากในตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้รักษาทางไกลสำหรับการยุติการตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ได้เฉพาะเวลาที่คลินิกเปิดดำเนินการเท่านั้น ยังไม่มีการอนุญาตให้ทำการรักษานอกเวลาทำการที่คลินิกได้แจ้งไว้ในใบ สพ. 7 นั่นหมายความว่า "ไม่สามารถให้คำปรึกษาผ่านการรักษาทางไกลได้ตลอด 24 ชั่วโมง" ดังนั้นระหว่างการรักษาผู้ป่วยจำต้องยึดถึงความปลอดภัยของชีวิตตัวเองเป็นสำคัญที่สุด เมื่อใดที่ไม่แน่ใจให้ไปพบแพทย์ อย่ารอ อย่าคิดเอาเอง และที่สำคัญที่สุดถ้าเป็นไปได้ควรมีผลอัลตราซาวด์ก่อนการรักษา เพื่อยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูก และทำการอัลตราซาวด์หลังการรักษาเพื่อยืนยันว่าไม่มีถุงการตั้งครรภ์เหลือแล้ว